จากนิยามการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของ "อับราฮิม ลังคอร์น" ที่นักการเมืองไทยชอบอ้างคือ เป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน คำว่าเพื่อประชาชนน่าจะเป็นหัวใจสำคัญของคำพูดประโยคนี้ เพราะคำว่าเพื่อประชาชนเป็นเป้าหมายที่ "อับราฮิม ลังคอร์น" เชื่อว่าจะเกิดขึ้นในการเมืองการปกครองระบอบนี้ แต่ผลที่เกิดขึ้นในประเทศไทยของเรากลับพบว่า นักการเมืองจำนวนไม่น้อยไม่ใช่เข้ามาเพื่อทำประโยชน์ให้แก่ประชาชน แต่เข้ามาเอาผลประโยชน์จากทรัพยากรซึ่งเป็นของประชาชน เนื่องจากในระบบการเมืองเป็นแหล่งสะสมของผลประโยชน์มหาศาล ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน ตำแหน่งหน้าที่ งบประมาณ เมื่อได้เข้าสู่ตำแหน่งต่างๆ ทางการเมือง นักการเมืองจะกลายเป็นบุคคลที่เหนือมนุษย์ในสังคมโดยทันที (โดยเฉพาะรัฐมนตรี) เขาจะกลายเป็นบุคคลสำคัญที่ข้าราชการทั้งระบบต้องปฏิบัติตาม เขาจะเปลี่ยนเป็นเศรษฐีคนใหม่และอยู่ในสังคมชั้นสูงอย่างรวดเร็ว เพราะอำนาจมันหอมหวนและเต็มไปด้วยผลประโยชน์ ดังนั้นจึงพยายามกระทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจทางการเมือง ซึ่งโดยมากมักไม่คำนึงถึงความผิดชอบชั่วดี ดังคำกล่าวที่ว่า "ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ก็เอาด้วยคาถา" การเมืองจึงเป็นเกมการแย่งชิงอำนาจและต่อรองผลประโยชน์ที่นับวันจะรุนแรงมากขึ้นเป็นลำดับ และสิ่งที่ถือว่าเป็นวิธีการทางการเมืองที่ใช้กันเป็นประจำนอกจากเงินก็คือ การพูดหรือให้ข้อมูลที่บิดเบือนในลักษณะ "เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น" จึงทำให้สังคมไทยเต็มไปด้วยข่าวลือจนไม่รู้ว่าอะไรเรื่องจริงอะไรเรื่องเท็จ ผู้คนจะฟังตามๆกันมาและพูดต่อๆกันไปจนบางครั้งเป็นการเผยแพร่และส่งเสริมคำพูด"มุสา" หรือคำโกหกโดยไม่รู้ตัว โดยตรรกะแล้ว ความจริงในเหตุการณ์หนึ่งจะมีสิ่งเดียว แต่พบว่าในปัจจุบันประเทศไทยของเรามีการอ้างความจริงจากเหตุการณ์เดียวกันมากกว่าหนึ่งอย่างแบบตรงข้ามกัน แต่ละฝ่ายจะอ้างว่าสิ่งที่ตนพูดหรือรู้มาเป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น ปัญหาความแตกแยกอย่างรุนแรงของผู้คนในสังคมไทยขณะนี้ก็เพราะมีการปลุกปั่นสร้างข่าวลือสร้างเรื่องเท็จใช่หรือไม่? ถึงเวลาหรือยังที่นักการเมืองและผู้ที่อยู่ในแวดวงทางการเมืองจะกลับมารับผิดชอบต่อประชาชน โดยการเลิกกระทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในลักษณะ “ต้องชนะอย่างเดียว” เลิกกระทำการแบบไม่คำนึงถึงผิดชอบชั่วดีได้หรือยัง เพราะหากทำอะไรก็ได้เพื่อให้ชนะและให้ได้อำนาจอย่างเดียวจนบ้านเมืองล่มจม ประชาชนคนไทยจะอยู่กันอย่างไร ใหนว่าเป็นการปกครอง ของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน


ดร.บุญช่วย พาณิชย์กุล
๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๓

          องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นความหวังของทุกฝ่ายในการพัฒนาประเทศชาติ จากความมุ่งหวังผลลัพธ์ที่ดีจากการกระจายอำนาจ เพราะประชาชนเป็นผู้คิดเองทำเองควบคุมเอง ผลสำเร็จจากการกระจายอำนาจโดยวิธีดังกล่าวคาดหวังกันว่าจะเกิดผลของการพัฒนาอย่างกว้างขวางทั่วประเทศอย่างแท้จริง แต่กลับพบว่าปัญหาใหญ่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็คือปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งเป็นการคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นในตำบล หมู่บ้านที่เป็นพื้นฐานของประเทศ ปัญหาการทุจริตจึงเป็นปัญหาหลักขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการกล่าวถึงกันมาก สาเหตุอันเป็นรากเหง้าของปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องของคุณธรรม และการขาดจิตสำนึกสาธารณะของผู้มีอำนาจในท้องถิ่น นอกจากนี้ผู้เขียนเห็นว่าสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่ง ที่ทำให้เกิดการทุจริตคอรัปชั่นในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยง่าย เป็นเพราะระเบียบในการจัดซื้อจัดจ้างเอื้อหรือเปิดช่องให้มีการทุจริตคอรัปชั่น จากเหตุผลดังนี้
               1.ราคากลางของทางราชการสูงเกินความเป็นจริงกว่าในท้องตลาดมากเกินไป
               2.ระเบียบในการจัดซื้อจัดจ้างไม่ส่งเสริมให้ผู้รับเหมาในแต่ละท้องถิ่นเกิดการแข่งขันอย่างแท้จริง
               3.ไม่มีการตรวจสอบอย่างจริงจังจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของงบประมาณ

          ดังนั้นการแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงควรแก้ไขระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนี้
               1.กำหนดให้มีการปรับราคากลางของงานก่อสร้างขององค์การบริหารส่วนตำบลใหม่ให้ใกล้เคียงความเป็นจริงในแต่ละท้องถิ่นมากที่สุด ปัจจุบันราคากลางของทางราชการสูงกว่าราคาจริง 30-50 %
               2.งานสอบราคาหรือประกวดราคา กำหนดให้ชัดเจนว่าต้องส่งประกาศสอบราคาหรือประกวดราคาให้แก่ผู้รับเหมาทุกรายการภายในอำเภอซึ่งองค์การบริหารส่วนตำบลตั้งอยู่ให้ทราโดยทั่วถึงเป็นเบื้องต้น (โดยยึดถือรายชื่อการจดทะเบียนเป็นผู้รับเหมาของพาณิชย์จังหวัด และหน่วยงานสรรพากรอำเภอเป็นสำคัญ) และต้องส่งประกาศดังกล่าวให้แก่ผู้รับเหมาที่ทำหนังสือขอทราบข้อมูลทุกรายการเพื่อให้เกิดการแข่งขันด้านราคา ซึ่งจะเกิดประโยชน์แก่ท้องถิ่นอย่างมาก
               3.กำหนดให้ชัดเจนว่าประกาศสอบราคาและประกวดราคาต้องส่งไปประกาศ ณ ที่ทำการหมู่บ้านทุกหมู่บ้านในพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบล และประกาศทางหอกระจายข่าว (ถ้ามี) เพื่อให้ประชนได้ทราบ จะได้มีการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณอย่างถูกต้อง
               4.การซื้อหรือการจ้างกรณีพิเศษไม่ควรมีเพราะจะเกิดการเสียหายแก่ท้องถิ่นมากกว่าผลดี
               5.ควรมีบทกำหนดบทโทษในการไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร และไม่ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบลให้ชัดเจนและรุนแรง



ดร.บุญช่วย พาณิชย์กุล
๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๓

          ในอดีตประเทศไทยของเราก็เช่นเดียวกันกับประเทศต่างๆในโลก ที่ประชาชนล้วนดำรงชีพจากวิถีการผลิตเพื่อกินเพื่อใช้และอาศัยความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ โดยจะปลูกผลผลิตทางการเกษตรและเลี้ยงสัตว์เพื่อใช้บริโภคในส่วนที่มีอยู่ไม่เพียงพอตามธรรมชาติ การปลูกจะปลูกพืชในลักษณะปลูกทุกอย่างที่กินและกินทุกอย่างที่ปลูก โดยไม่คำนึงถึงว่าขายได้หรือไม่ ดังนั้นผู้คนในแต่ละหมู่บ้านจึงมักปลูกผักผลไม้ที่เหมาะกับพื้นที่ และเป็นผักผลไม้ตามฤดูกาลเพื่อไว้กินไว้ใช้ในครอบครัวรวมถึงไว้แจกแก่เพื่อนบ้านเพื่อสร้างมิตรไมตรี วิถีการผลิตดังกล่าวสร้างให้เกิดภาวะสมดุลทำให้สภาพแวดล้อมตามธรรมชาติไม่ถูกทำลายลงไป ระบบนิเวศของธรรมชาติจะคงความสมบูรณ์สามารถสร้างผลผลิตเกื้อกูลให้แก่ผู้คนในหมู่บ้านได้กินได้ใช้อย่างเพียงพอโดยตลอด ทำให้ในอดีตผู้คนในตำบลหมู่บ้านอยู่กันอย่างมีความสุขไม่ต้องดิ้นรนให้เดือดร้อนอะไรมากมาย ต่อมาเมื่อการพัฒนากระแสหลักได้เข้ามามีอิทธิพลมากขึ้น วิถีการผลิตแบบเดิมของคนไทยได้เปลี่ยนไปสู่วิถีการผลิตเพื่อการค้ามากขึ้น ทำให้ผู้คนในหมู่บ้านต่างๆเริ่มหันปลูกพืชทางเศรษฐกิจตามความต้องการของตลาด เพื่อมุ่งหากำไรตามแบบอย่างในการทำธุรกิจการค้ามากขึ้น การปลูกพืชมักจะเป็นพืชเชิงเดี่ยวที่ผู้คนในหมู่บ้านไม่ได้ใช้บริโภค เช่น มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด การปลูกพืชดังกล่าวมีการลงทุนจำนวนมาก เพราะต้องจ้างรถไถ ซื้อปุ๋ย จ้างแรงงาน ทำให้ผู้คนในหมู่บ้านซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเกษตรกรเริ่มประสบปัญหาขาดทุน และขาดทุนสะสมมากขึ้นๆทุกปีผู้คนในหมู่บ้านเริ่มเข้าสู่วงจรการกู้เงินทั้งในและนอกระบบ ท้ายที่สุดก็ได้ค่อยๆ เกิดการล้มละลายในภาคเกษตรทั้งระบบ ผู้คนในหมู่บ้านไม่สนใจทำงานในภาคการเกษตรเพราะมีหนี้สินล้นพ้นตัว ต้องทิ้งถิ่นฐาน ทิ้งครอบครัวเพื่อเข้าไปหางานทำในเมือง ในชนบทจะเหลือเพียงเด็กและคนแก่ไว้เฝ้าบ้าน ทำให้ครอบครัวขาดความอบอุ่น ส่งผลให้เกิดปัญหาทางสังคมในทุกด้านเช่นปัจจุบัน การพัฒนาในภาคการเกษตรที่ละทิ้งวิถีการผลิตแบบเดิม เปลี่ยนมาเป็นวิถีการผลิตที่มุ่งหวังกำไรเช่นเดียวกับการทำธุรกิจและการค้าอย่างเต็มรูปแบบ ถือว่าเป็นการหลงทางในการพัฒนาภาคเกษตรในประเทศไทยอย่างมาก เพราะพบว่ายิ่งเกษตรกรปลูกพืชเศรษฐกิจโดยมุ่งกำไรมากขึ้นเท่าใดก็ยิ่งขาดทุนมากขึ้นเท่านั้น หรือ “ยิ่งทำยิ่งจน” ถือได้ว่าเป็นการพัฒนาที่เดินตามกระแสที่ผิดทางตลอดมา ดังนั้นผู้เขียนจึงเห็นว่าเกษตรกรควรเริ่มเปลี่ยนวิธีคิด หันกลับเข้าไปสู่วิถีการผลิตแบบเดิมของเราได้แล้ว เราควรกลับมาเน้นในการ “ปลูกทุกอย่างที่กินและกินทุกอย่างที่ปลูก” ดังเช่นในอดีตของเรา พืชผักสวนครัวรั้วกินได้ควรเริ่มรื้อฟื้นกลับมา แต่ต้องเป็นการทำโดยจิตสำนึกที่อยากทำ ไม่ใช่ทำโดยใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมากดังที่เคยเกิดปัญหา หากมีพื้นที่จำนวนมากต้องการจะปลูกพืชทางเศรษฐกิจเพื่อหากำไรก็ไม่ควรทุ่มสุดตัว ควรเหลือพื้นที่สำหรับการปลูกเพื่อกินเพื่อใช้จนเพียงพอในครอบครัวตนเองเสียก่อน ผู้เขียนมั่นใจว่าหากสิ่งเหล่านี้กลับคืนมา ก็มีส่วนช่วยทำให้วิถีชีวิตที่สุขสงบในด้านอื่นๆ ของหมู่บ้านค่อยๆ กลับคืนมาเหมือนเดิม


ดร.บุญช่วย พาณิชย์กุล
๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๓

          ผู้เขียนเห็นว่า วิธีคิดคำนวณหรือการวัดผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติจากรายจ่าย ของสำนักเคนส์ ที่เน้นในการอธิบายเกี่ยวกับค่าจ่ายในภาคต่างๆ เช่น ภาคครัวเรือน ภาคธุรกิจ และภาครัฐบาลมาคำนวนเป็นค่า GDP แล้วเปรียบเทียบตัวเลขที่เพิ่มขึ้นว่าเป็นการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ แม้จะเกิดประโยชน์ในการนำมาแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจในโลกทุกนิยม แต่ผลที่เกิดขึ้นอีกด้านหนึ่งของทฤษฎีนี้ คือค่านิยมแบบบริโภคนิยมที่เข้มข้นรุนแรงมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากต่อผู้คนในโลกทุนนิยม

          กล่าวคือทฤษฎีสำนักเคนส์นี้จะเน้นในการนำค่าจ่ายในภาคต่างๆ มาคำนวนเป็นค่า GDP และเห็นว่ายิ่ง GDP โตขึ้นเศรษฐกิจจะยิ่งดีขึ้นผู้คนจะมีงานทำมีรายได้มากขึ้น โดยเห็นว่าการใช้จ่ายในภาคครัวเรือนเพื่อการบริโภค (Consumption) การใช้จ่ายภาคธุรกิจ(Investment Spending) การใช้จ่ายในภาครัฐหรือการใช้จ่ายของรัฐบาล (Government Expenditure) จะส่งผลให้เกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจซึ่งวัดได้เป็นค่า GDP จากสูตร GDP = C+I+G+(X-M) ซึ่งหมายถึงการนำเอาค่าใช้จ่ายในทุกภาคมารวมกัน แล้วบวกด้วยผลต่างของรายได้ในการนำเข้าและส่งออก โดยเห็นว่าว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นหรือGDPสูงขึ้น จะเริ่มต้นจากการกระตุ้นความต้องการหรืออุปสงค์มวลรวม (Demand) ในภาคครัวเรือน ให้ครัวเรือนเกิดกำลังซื้อหรือมีความต้องการซื้อมากขึ้น เมื่อครัวเรือนมีความต้องการซื้อมากขึ้นก็จะทำให้ภาคธุรกิจเพิ่มหรือขยายกำลังผลิตมากขึ้น มีการจ้างแรงงานเพิ่มมากขึ้นทำให้ประชาชนมีงานทำมีรายได้มากยิ่งขึ้น และเมื่อประชาชนมีงานทำมีรายได้มากขึ้น ก็จะยิ่งส่งผลให้เกิดกำลังซื้อมากยิ่งขึ้นมีการจ้างงานมากขึ้น รัฐบาลก็จะเก็บภาษีได้มากขึ้นสามารถนำเงินภาษีมาสร้างถนนไฟฟ้าประปา ซึ่งเป็นเรื่องสาธารณูปโภคและดูแลด้านสวัสดิการให้อยู่ดีกินดียิ่งขึ้น จากความเชื่อตามทฤษฎีสำนักเคนส์ดังกล่าวจะเชื่อว่า การใช้จ่ายอย่างต่อเนื่องของทุกภาคจะทำให้ GDP เติบโตมากขึ้นหลายเท่าแบบทวีคูณ ซึ่งGDPที่โตขึ้นหมายถึงระบบเศรษฐกิจที่ดีขึ้นและจะส่งผลดีต่อประชาชนทั่วไป ในลักษณะการไหลรินสู่เบื้องล่าง ( Tickle Dawn Effect ) ซึ่งหมายถึงคุณภาพชีวิตโดยรวมของประชาชนดีขึ้น ดังนั้นหลักสำคัญของทฤษฎีนี้จึงเน้นไปที่การใช้จ่ายของภาคต่างๆ โดยเห็นว่าการใช้จ่ายในภาคต่างๆโดยเฉพาะภาคครัวเรือน คือตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งวัดได้จากค่า GDP ที่เติบโตขึ้น ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีงานทำอยู่ดีกินดีขึ้นตามมา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจากแนวคิดตามวิธีการคำนวณรายได้ประชาชาติสำนักเคนส์ ที่เห็นว่าการใช้จ่ายของภาคต่างๆคือตัวแปรสำคัญในการทำให้ GDP เติบโตและจะส่งผลให้ประชาชนอยู่ดีกินดีนั้น ในปัจจุบันกลับทำให้ผลของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่กับชนชั้นหนึ่งโดยเฉพาะ ที่เรียกกันว่า “รวยกระจุกจนกระจาย”

          สิ่งสำคัญก็คือ ผลกระทบ(Impact)ที่เกิดจากความเชื่อและการปฏิบัติตามทฤษฎีนี้อย่างเข้มข้น ส่งผลให้ค่านิยมการบริโภคนิยมขยายตัวรุนแรงมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับตลอดมา เพราะเหตุที่ว่าเมื่อทฤษฎีนี้เห็นว่าค่าใช้จ่ายของภาคต่างๆคือปัจจัยสำคัญที่จะทำใน GDP โตขึ้น โดยมุ่งเน้นไปยังการใช้จ่ายในภาคครัวเรือนที่เรียกว่าอุปสงค์หรือ Demandเป็นสำคัญ เห็นว่าความต้องการในลักษณะกล้าซื้อกล้าใช้จ่ายหรือความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายของประชาชน จะเป็นตัวขับเคลื่อนที่จะเกิดการใช้จ่ายของภาคอื่นๆตามมา แนวคิดดังกล่าวนี้จึงเป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้ประชาชนมีการใช้จ่ายแบบฟุ่มเฟือยไม่ยั้งคิดปราศจากเหตุผลมากขึ้น มีค่านิยมแบบบริโภคนิยมที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น ความเชื่อที่ว่ายิ่งใช้จ่ายมากเศรษฐกิจจะยิ่งดีมากขึ้น และจะเกิดการไหลรินสู่เบื้องล่างทำให้ประชาชนจะอยู่ดีมีสุขยิ่งขึ้น จึงเป็นอันตรายอย่างยิ่งที่จะทำให้ค่านิยมแบบบริโภคนิยมในโลกทุนนิยมขยายตัวอย่างรวดเร็วรุนแรงอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้นค่านิยมแบบบริโภคนิยมที่ขยายตัวอย่างมากเป็นลำดับตลอดมา ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลสืบเนื่องจากความเชื่อในการคำนวณรายได้ประชาชาติจากรายจ่ายตามทฤษฎีเคนส์ ซึ่งเป็นทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาคหรือเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่ทรงพลังในโลกทุนนิยม แนวคิดของทฤษฎีนี้ได้เข้าไปมีอิทธิพลครอบงำความคิดของผู้นำและนักวิชาการในโลกทุนนิยมทุกประเทศ ถือว่าเป็นองค์ความรู้ที่เป็นหลักในการนำมากำหนดนโยบายการเงินการคลังของทุกประเทศ เป็นความเชื่อที่แปลเป็นวิถีปฏิบัติ หล่อหลอม ปลูกฝังเข้าไปสู่สำนึกและจิตวิญญาณของผู้คนในโลกทุนนิยมมากขึ้นเป็นลำดับอย่างไม่รู้ตัว ทำให้ผู้คนในโลกทุนนิยมเชื่อตามกันว่าต้องกล้าใช้จ่ายมากขึ้นเศรษฐกิจถึงจะดีและทุกคนก็จะดีไปด้วย สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นการสะสมพอกพูนค่านิยมแบบบริโภคนิยมอย่างไม่รู้ตัว

          จึงเห็นได้ว่าแม้ทฤษฎีของสำนักเคนส์จะทรงพลังสามารถอธิบายและแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างดี แต่ในทางตรงกันข้ามทฤษฎีดังกล่าวยังสร้างให้เกิดผลกระทบ (Impact)ที่ร้ายแรง เพราะทำให้เกิดค่านิยมแบบบริโภคนิยมที่รุนแรงมากขึ้น เป็นการส่งเสริมลัทธิวัตถุนิยมที่แฝงตัวอยู่ในโลกทุนนิยมให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น และสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือการทำให้มนุษย์ในโลกทุนนิยมให้ความสำคัญด้านวัตถุมากกว่าจิตใจ ตีค่าความเป็นมนุษย์ตามมูลค่าของวัตถุ แบ่งชนชั้นวรรณะตามมูลค่าของวัตถุที่ครอบครองอยู่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่พบเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นและยิ่งขึ้นในสังคมปัจจุบัน ผู้เขียนเห็นว่าความเข้มข้นของค่านิยมแบบบริโภคนิยมที่นับวันจะเกิดมากยิ่งขึ้นในโลกทุนนิยม ส่วนหนึ่งเกิดจากหลักและวิธีคิดของทฤษฎีดังกล่าวนี้ ซึ่งถือว่าเป็นผลกระทบของทฤษฎีที่เกิดขึ้น ที่ต้องนำไปหักลบออกจากผลลัพธ์ที่ได้จากการปฏิบัติตามทฤษฎีว่าคุ้มเพียงใด เพราะผลสำเร็จที่ได้จากการกระตุ้นเศรษฐกิจตามวิธีนี้ จะส่งผลเชิงลบทำให้ผู้คนมีลักษณะวัตถุนิยมมากขึ้น ให้สำคัญด้านวัตถุมากกว่าจิตใจ ซึ่งความเสียหายและปัญหาต่างๆในสังคมขณะนี้ก็เป็นเพราะผู้คนมีลักษณะวัตถุนิยมมากขึ้น ให้สำคัญด้านวัตถุมากกว่าจิตใจ ชิงดีชิงเด่น แย่งชิงกัน โดยไม่รู้ผิดชอบชั่วดีมิใช่หรือ?



ดร.บุญช่วย พาณิชย์กุล
๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๓

           การศึกษาในแต่ละศาสตร์จะมีนักคิดและเจ้าของทฤษฎีที่อธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ตามแนวทางแห่งศาสตร์นั้นๆอย่างเป็นเหตุเป็นผล โดยในแต่ละศาสตร์จะสอนวิธีคิดและจะมีเครื่องมือที่ใช้ในการแก้ปัญหาตามวิธีการเฉพาะของแต่ละศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์ที่ศึกษาในด้าน เศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือแม้แต่การบริหาร แต่ละศาสตร์แต่ละสำนักก็จะมีการศึกษาการวิจัยสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ (body of knowledge) ในศาสตร์นั้นๆมาเป็นลำดับ ซึ่งศาสตร์ต่างๆก็ได้มีการพัฒนาองค์ความรู้ในแนวทางของตนเองให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นเรื่อยมา ผู้ที่ศึกษาองค์ความรู้ในแต่ละศาสตร์ก็จะมีความรู้ความเชี่ยวชาญในศาสตร์นั้น เพราะได้เรียนรู้แนวคิดทฤษฎีในศาสตร์นั้นมาตลอดหลักสูตร นอกจากนี้ผู้ที่ทำการศึกษาในแต่ละศาสตร์ก็จะมีการซึมซับ วิธีคิด ความเชื่อ ทัศนคติ ค่านิยมของนักวิชาการแต่ละศาสตร์ไปในตัว ทำให้ผู้ที่จบการศึกษาในศาสตร์นั้นล้วนจะยึดมั่นในองค์ความรู้ในศาสตร์ที่ได้เรียนรู้กันมาอย่างมั่นคง และเมื่อเกิดปัญหาก็จะมีวิธีคิดและจะใช้เครื่องมือในการแก้ปัญหาต่างๆตามวิธีการของศาสตร์นั้น ดังเช่น ปัญหาความขัดแย้งในสังคมที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงในขณะนี้ ผู้ที่จบการศึกษาในทางกฎหมายจะเน้นในการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา โดยมักจะกล่าวถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งคัด ผู้ที่จบทางด้านการเมืองการปกครองก็จะใช้วิธีแก้ปัญหาในทางรัฐศาสตร์ เน้นการเจรจาต่อรองโดยจะพบจากคำพูดว่า “ถอยกันคนละก้าว” ผู้ที่จบทางด้านเศรษฐศาสตร์ก็มองว่า ปัญหาดังกล่าวเกิดจากปัญหาของการกระจายรายได้อย่างไม่เป็นธรรม จึงทำให้เกิดการรวยกระจุกแก่ผู้คนบางกลุ่มและเกิดการผูกขาดอำนาจ ดังนั้นจึงต้องแก้ปัญหาในการกระจายรายได้ให้เป็นธรรม สำหรับผู้ที่จบในด้านการบริหารอาจมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมด เกิดจากการบริหารงานภาครัฐที่ล้มเหลวขาดธรรมาภิบาล จึงทำให้มีการแย่งชิงเข้าสู่อำนาจเพื่อหาประโยชน์ทางการเมืองในลักษณะ “ธุรกิจทางการเมือง” จึงทำเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงในสังคมตามมา ดังนั้นจึงต้องทำให้การบริหารงานภาครัฐที่มีระบบการตรวจสอบที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้น เป็นต้น
           จะเห็นว่าแนวทางแก้ไขปัญหาความความขัดแย้งในสังคม จะมีวิธีแก้ไขที่หลากหลายวิธีแล้วแต่มุมมองที่เกิดขึ้นจากวิธีคิดและเครื่องมือในการแก้ปัญหาของแต่ละศาสตร์ หรืออาจเรียกว่าเป็นการแก้ปัญหาโดยมิติของแต่ละศาสตร์ที่มองสาเหตุแห่งปัญหาในแง่มุมที่ต่างกันออกไป เช่น มิติทางด้านเศรษฐกิจ มิติทางด้านสังคม มิติทางด้านการเมือง หรือแม้แต่การบริหาร ซึ่งในกรณีดังกล่าวหากมุ่งแก้ปัญหาโดยมิติทางด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ ปัญหาความขัดแย้งก็จะยังคงเกิดขึ้นต่อไปเพราะในอีกด้านถูกละเลยไม่แก้ไข ดังนั้นในการแก้ไขปัญหาจึงต้องมีการพิจารณาและแก้ไขให้ครบทุกด้าน โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาโดยมิติทางด้านวัฒนธรรม
           เอ็ดเวิร์ด บี ไทเลอร์ นิยามวัฒนธรรมว่าหมายถึง “ส่วนทั้งหมดที่ซับซ้อนอันประกอบด้วย ความรู้ ความเชื่อ ศิลปะ ศีลธรรมจรรยา กฎหมาย ขนบประเพณี ความสามารถ และนิสัยอื่นใดที่มนุษย์ได้มาในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของสังคม”
           เลสลี่ไวท์ นิยามวัฒนธรรมว่าหมายถึง “การรวมอย่างมีระเบียบของปรากฏการณ์ต่างๆ เช่น การกระทำ (แบบแผนพฤติกรรม) วัตถุ (เครื่องมือและสิ่งที่ทำขึ้นโดยใช้เครื่องมือ) ความคิดและความรู้สึก (ความรู้ ทัศนคติ และค่านิยม) และสิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยการใช้สัญลักษณ์”
           อี อดัม โฮเบล นิยามวัฒนธรรมว่าหมายถึง “ผลรวมลักษณะสำคัญของพฤติกรรมที่มาจากการเรียนรู้ทั้งหมด โดยสมาชิกของสังคมเป็นผู้แสดงออกและมีส่วนรวม”
           เกอร์ฮาร์ด เลนสกี้ นิยามวัฒนธรรมว่าหมายถึง “ระบบสัญลักษณ์และทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตมนุษย์ที่ต้องอาศัยลัญลักษณ์”
           พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิพงษ์ ได้อ้างถึงคำจำกัดความที่ พาร์สันส์ ให้ไว้เกี่ยวกับคำว่า วัฒนธรรมว่าหมายถึง “วิถีทางมาตรฐานต่างๆ แห่งการมีแนวทางและการกระทำที่รวมอยู่ในสัญลักษณ์ที่มีความหมาย”
           เฉลียว บุรีภักดี นิยามคำว่าวัฒนธรรมว่าหมายถึง “วิธีในการดำเนินชีวิต หลักเกณฑ์การดำเนินชีวิต และเครื่องมือเครื่องใช้ วัตถุสิ่งของต่างๆ ที่นำมาใช้เพื่อการเหล่านั้นจะเป็นสิ่งของที่หามาจากธรรมชาติ หรือคิดค้นประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ก็ตาม” หรือ “วัฒนธรรมคือวิธีการต่างๆ ที่มนุษย์คิดค้นเพื่อใช้ในการดำเนินชีวิตท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตน”
           พัทยา สายหู ได้ขยายความว่า ความหมายดั้งเดิมของวัฒนธรรมมาจากภาษาละตินว่า “Culture” หมายถึงการเพาะ (พืช) หรือการเลี้ยง (สัตว์) ด้วยฝีมือมนุษย์ที่เข้าไปแทรกซึมเพิ่มเติมกระบวนการธรรมชาติ เช่น agriculture, aquaculture, sericulture
           ดังนั้นวัฒนธรรมจึงหมายถึง “ทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์สร้างขึ้นนอกเหนือจากธรรมชาติ”
           กล่าวโดยสรุป วัฒนธรรมเป็นผลผลิตที่เกิดจากสมองอันเป็นเลิศ ความสามารถในการพูด และการมีสติหรือสมาธิที่เหนือสัตว์อื่นของมนุษย์ ทำให้มนุษย์เกิดการเรียนรู้และการหล่อหลอมกล่อมเกลา วิธีคิด ความเชื่อ ทัศนคติ ค่านิยม และเกิดความรู้ วัฒนธรรมจึงหมายถึง ทุกสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นและได้กระทำสืบต่อกันมา ทั้งด้านวัตถุและไม่ใช่วัตถุ อันเกี่ยวข้องกับวิถีการดำเนินชีวิต
           เนื่องจากทุกปัญหาในสังคมล้วนเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับคน ทุกปัญหาที่เกิดขึ้นล้วนเกี่ยวข้องกับวิธีคิด ความเชื่อ ทัศนคติ ค่านิยม ของผู้คนในสังคมมนุษย์ ดังนั้นการแก้ไขปัญหาของสังคมให้ได้ผลอย่างยั่งยืน ต้องมองลึกลงไปถึงจิตใจของผู้คนในสังคมที่แสดงพฤตกรรมออกมา โดยต้องวิเคราะห์ให้เห็นว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีคิด ความคิด ความเชื่อ ทัศนคติ ค่านิยม ของผู้คนในสังคมไปอย่างไรจึงทำให้เกิดปัญหาเช่นนี้ แล้วจึงค้นหาวิธีแก้ปัญหาวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไป วิธีการแก้ไขปัญหาอย่างนี้เป็นการมองลึกลงไปยังรากเหง้าหรือก้นบึ้งในสาเหตุของปัญหา ซึ่งผู้เขียนเรียกวิธีการแก้ปัญหานี้ว่า “การแก้ปัญหาโดยมิติทางด้านวัฒนธรรม” การแก้ไขโดยมิติทางด้านวัฒนธรรมจะเป็นการแก้ปัญหาในทุกมิติแบบบูรณาการ รวมถึงการแก้ปัญหาที่มองสาเหตุของปัญหาที่ลึกลงไปถึงจิตวิญญาณของผู้คนในสังคม ว่าผู้คนในสังคมมีวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรจึงทำให้เกิดปัญหาอย่างนั้น วิธีการแก้ปัญหาโดยมิติทางด้านวัฒนธรรม สามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาได้ทุกด้านทั้งด้าน เศรษฐกิจ สังคม การเมือง กฎหมาย การศึกษา ศาสนา การบริหาร เพราะปัญหาทุกด้านล้วนเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับคน ไม่ว่าจะเป็นคนในสังคมเมือง สังคมชนบท คนในองค์กร ซึ่งเมื่อเกี่ยวข้องกับคนปัญหาและความสำเร็จในการแก้ปัญหาจึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับวัฒนธรรมของผู้คน ทั้งผู้คนที่กำลังเผชิญปัญหาอยู่และคนที่มีหน้าที่ในการแก้ปัญหา ดังนั้นการแก้ไขในทุกปัญหาให้ได้ผลอย่างแท้จริงและเกิดผลอย่างยั่งยืน จะต้องมีการวิเคราะห์สาเหตุทางด้านวัฒนธรรม และหาแนวทางแก้ไขปัญหาทางด้านวัฒนธรรม ซึ่งหมายถึงแนวทางในการแก้ปัญหา “โดยมิติทางด้านวัฒนธรรม ” นั่นเอง

ดร.บุญช่วย พาณิชย์กุล
๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๓

           วิถีชีวิตของผู้คนในหมู่บ้านของสังคมไทยในอดีต เป็นวิถีแห่งความสุขสงบชุมชนประกอบกันขึ้นด้วยจุดแข็งของความเป็นญาติมิตร โดยจะมีการเรียกขานกันว่าพี่ น้อง ลุงป้า น้าอา กันทั้งหมู่บ้าน ผู้คนมีการช่วยเหลือเกื้อกูลต่อกันอย่างจริงใจ ในหมู่บ้านทุกคนจะช่วยกันเพาะบ่มมิตรไมตรีต่อกันในแต่ละครอบครัวให้เป็นไปโดยราบรื่นไม่ขาดสายในแต่ละรุ่น วิถีการผลิตของผู้คนในหมู่บ้านมีวิถีการผลิตในลักษณะพึ่งตนเอง ไม่เบียดบังทำลายล้างธรรมชาติ ผู้คนยึดมั่นในขนบธรรมเนียมและสืบทอดประเพณีด้วยจิตวิญญาณ บางแห่งที่มีงานศิลปะและภูมิปัญญาอันเป็นเอกลักษณ์ของตน ก็จะมีความภาคภูมิใจหวงแหนช่วยกันรักษากันทั้งหมู่บ้าน งานส่วนรวมของหมู่บ้านในทุกเรื่องจะช่วยกันทำอย่างเต็มกำลังและมีความสุขที่ได้ทำ ผู้คนในสังคมจึงมีความรักและเอื้ออาธรต่อกัน เกิดเป็นความสามัคคีกลายเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ ทำให้ผู้คนในหมู่บ้านสามารถต่อสู้กับทุกวิกฤตทุกปัญหาที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน แม้จะเป็นวิกฤตและปัญหาที่รุนแรงก็สามารถแก้ไขได้โดยง่ายตลอดมา นี่คือความเข้มแข็งของวัฒนธรรมที่ทำผู้คนในหมู่บ้านของสังคมไทย รวมถึงประเทศไทยของเราสามารถรอดอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ สอดคล้องกับ ท่านอาจารย์ ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ที่ได้กล่าวว่า “วิถีแห่งหมู่บ้านของสังคมไทยให้ความสำคัญกับความเป็นชุมชน ความเป็นญาติมิตร ช่วยเหลือเกื้อกูล วิถีแห่งหมู่บ้านครึ่งหนึ่งเกิดจากผู้คนในหมู่บ้านรวมกันเพาะบ่ม อย่างราบรื่น เป็นเสาหลักของชุมชน เป็นหมู่บ้านที่มั่นคง ไม่ว่าจะเป็นวิถีการผลิตที่เป็นไปเพื่อการพึ่งตนเอง และเอื้อต่อธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านที่งดงาม แฝงไว้ด้วยภูมิปัญญาของคนท้องถิ่น และมีเอกลักษณ์เฉพาะตลอดจนความเชื่อที่เต็มไปด้วยอุบายให้ผู้คนมีความรักต่อกันและเอื้อต่อธรรมชาติรอบๆ ตัว สิ่งเหล่านี้คือวัฒนธรรมชุมชน ที่ผู้คนในท้องถิ่นร่วมกันสร้างด้วยความสมัครใจจนทำให้อยู่ดีมีสุข” (ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, 2547 : 13)
           แต่พบว่าในปัจจุบันผู้คนในทุกภาคของประเทศ หรือแม้แต่ในชุมชน ตำบล หมู่บ้าน ในชนบทก็ขาดน้ำใจมากขึ้น มีการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น แบ่งก๊กแบ่งเหล่า ให้ร้ายป้ายสีกันมากขึ้น สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงความเชื่อ ทัศนคติ ค่านิยม หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมเดิมไปอย่างไม่เหลือเค้าโครงเดิม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ถือว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงจิตวิญญาณของผู้คน โดยเฉพาะผู้คนในชุมชน ตำบล หมู่บ้านซึ่งเป็นฐานรากและเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ซึ่งในที่สุดจะเกิดผลเชิงลบแก่ผู้คนในสังคมประเทศไทยโดยรวมทั้งหมด ผู้คนในสังคมทั้งประเทศจะต่างคนต่างอยู่มีความหวาดระแวงต่อกันมากขึ้น ไม่ร่วมมือไม่ช่วยเหลือกันในการแก้วิกฤตหรือแก้ปัญหาที่ร้ายแรงแม้เป็นปัญหาของส่วนรวม ท้ายที่สุดผลของวิกฤตหรือปัญหาดังกล่าวก็รุกลามรุนแรงมากขึ้นๆจนยากจะแก้ไข ผู้คนในสังคมจะได้รับผลกระทบได้รับความเดือดร้อนกันทั่วไป สังคมจะกลายเป็นสังคมที่ล่มสลายซึ่งผู้คนไม่อยากอยู่อยากหนีไปให้พ้นจากสังคมนั้น
          ดังนั้นทางรอดอยู่ของประเทศไทยขณะนี้จึงต้องเร่งเยียวยารักษาบาดแผลการแตกแยกของผู้คนในสังคมอย่างเร่งด่วน ซึ่งการแก้ปัญหาความแตกแยกของผู้คนในสังคมครั้งนี้ จะต้องวิเคราะห์ให้เห็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในทุกด้าน แล้วค่อยๆ ขจัดทุกสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาโดยเฉพาะสาเหตุที่ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมทั้งปวง ผู้เขียนเห็นว่ารัฐบาลซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทหน้าที่โดยตรงในการแก้ปัญหาของสังคม จะต้องหันกลับมาให้ความสำคัญในการวิเคราะห์ราเหง้าแห่งสาเหตุของปัญหา โดยต้องมองลึกลงไปยังจิตวิญญาณหรือจิตใจของผู้คนในสังคม ว่าในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างไรจึงทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้ และมีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ผู้คนในสังคมมีความคิดความเชื่อและพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้ ซึ่งซึ่งการแก้ปัญหาที่มองลึกลงไปยังจิตวิญญาณของผู้คน ผู้เขียนเรียกว่าเป็นการแก้ไขปัญหาโดยมิติทางด้านวัฒนธรรมนั่นเอง ข้อสำคัญรัฐบาลจะต้องประสานทุกฝ่ายให้เข้ามาช่วยกัน ต้องทำให้ทุกฝ่ายตะหนักเห็นความสำคัญของปัญหา และเข้ามาช่วยกันฟื้นฟูจุดแข็งของวัฒนธรรมเดิมของเรา คือ ความเป็นญาติมิตร การช่วยเหลือเกื้อกูลต่อกันอย่างจริงใจ โดยเฉพาะวัฒนธรรมชุมชนจะต้องเฝ้าระวังไม่ให้วัฒนธรรมเชิงลบเข้ามากลืนกลายวัฒนธรรมเดิมที่ดีงามของเราไป และในชุมชนบางแห่งที่วัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้องอย่างรุนแรง รัฐจะต้องให้ความสำคัญที่จะเข้ามาฟื้นฟูเป็นพิเศษ เพราะวัฒนธรรมชุมชนเป็นเสมือนรากฐานหรือเซลล์ของวัฒนธรรมใหญ่ของสังคมไทยทั้งประเทศ หากว่าแม้แต่วัฒนธรรมของชุมชนยังเปลี่ยนแปลงไปจนไม่เหลือกอะไรที่เป็นเอกลักษณ์ ก็จะไม่เหลือพื้นที่ใดไว้เป็นแบบอย่างให้เห็นว่าคนไทยเคยมีวัฒนธรรมวัฒนธรรมที่ดีงาม ผู้คนมีความเป็นญาติมิตรช่วยเหลือเกื้อกูลอย่างจริงใจอีกแล้ว จึงจะทำให้วิถีแห่งความสุขสงบของผู้คนในสังคมกลับคืนมา ประเทศไทยจึงจะเป็นสยามเมืองยิ้มและยิ้มอย่างจริงใจเช่นเดิม

ดร.บุญช่วย พาณิชย์กุล
๑ มิถุนายน ๒๕๕๓

          กระแสโลกาภิวัฒน์ซึ่งแพร่ขยายไปทั่วโลกในปัจจุบัน เป็นการแพร่ขยายในทางเศรษฐกิจ (Economic Globalization) แพร่ขยายทางการเมือง (Political Globalization) และแพร่ขยายทางวัฒนธรรม (Cultural Globalization) โลกในปัจจุบันถูกเรียกว่าโลกไร้พรมแดนที่มีกระแสของข้อมูลข่าวสาร การค้า การลงทุน กระแสการเงิน โดยเฉพาะการที่โลกในปัจจุบันเป็นโลกที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารไปทั่วโลก แม้แต่ผู้คนทั่วไปที่ใช้ IT ได้ก็สามารถติดต่อกันได้ทั่วทุกมุมโลกโดยสามารถเห็นทั้งภาพและเสียงอย่างง่ายดาย ก็ยิ่งทำให้โลกนี้เสมือนไร้พรมแดนอย่างแท้จริง ข้อมูลของโลกที่ไร้พรมแดนในปัจจุบันจะเกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อการศึกษา ทำให้การศึกษาในเรื่องต่างๆสามารถสืบค้นได้โดยง่ายและกว้างขวางหลายแง่มุมมากขึ้น ดังนั้นกระแสของข้อมูลข่าวสารที่สามารถแพร่กระจายได้โดยง่ายในโลกยุคโลกาภิวัฒน์จากการพัฒนาระบบ IT อย่างรวดเร็ว จึงถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อระบบการศึกษา ทำให้การเรียนการสอนทำได้ง่ายกว่าในอดีตอย่างมาก ซึ่งผลดีของระบบ IT ดังกล่าวน่าจะส่งผลสัมฤทธิ์ที่ดีเลิศต่อนิสิตนักศึกษาซึ่งเป็นผู้เรียนในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น
          จากประสบการณ์ของผู้เขียนในการเฝ้าสังเกตนิสิตที่ใช้ระบบ IT เป็นประจำพบว่า นิสิตที่มีความสามารถในการใช้ระบบ IT มากมักจะเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีอายุไม่มากนัก และพบว่านิสิตในกลุ่มนี้จะใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ข้อสำคัญพบว่านิสิตในกลุ่มนี้จะมีทั้งผู้ที่เรียนดีอย่างมากและเรียนอ่อนอย่างมากในลักษณะตรงกันข้าม ซึ่งปรากฏชัดเจนจากผลของคะแนนในการสอบทั้งกลางภาคและปลายภาคที่แตกต่างอย่างมาก นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ที่เรียนอ่อนบางคนเป็นผู้ที่มีความสามารถในการใช้ระบบ IT มากกว่าผู้ที่เรียนดีด้วยซ้ำ และเมื่อผู้เขียนได้เข้าไปศึกษาพฤติกรรมในการใช้ระบบ IT ของนิสิตโดยละเอียด ก็พบว่านิสิตที่เรียนดีมากๆจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในการสืบค้นข้อมูลทางวิชาการ ในขณะเดียวกันกลับพบว่าจะมีนิสิตที่เรียนอ่อนมากๆ กลับไม่ได้ประโยชน์จากข้อมูลทางวิชาการที่มีอยู่อย่างมหาศาลในโลกไร้พรมแดน เพราะใช้เวลาส่วนใหญ่ในระบบ IT เพื่อการบันเทิง เช่น เล่นเกม แชท (chat) หาเพื่อนหรือดูเว็บไซต์ (website) ที่ไม่เหมาะสมต่างๆ ผู้เขียนเชื่อว่าการใช้เวลาส่วนใหญ่ในระบบ IT เพื่อการบันเทิง นอกจากจะทำให้ผลการศึกษาไม่เกิดผลสัมฤทธิ์อันควรหรือทำให้ผลการเรียนแย่ลงแล้ว การที่นิสิตใช้เวลาส่วนใหญ่กับระบบ IT ที่เปรียบเสมือนสังคมหนึ่งที่เขาได้เข้าไปสัมผัสวันละหลายชั่วโมง จะทำให้นิสิตซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่จะทำหน้าที่สืบทอดวัฒนธรรมที่ดีงามของเราต่อไป มีวิธีคิด ความเชื่อ ทัศนคติ ค่านิยม ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะส่งผลทำให้คนรุ่นใหม่มีพฤติกรรมโดยรวมในด้านต่างๆเปลี่ยนแปลงไป อันหมายถึงวัฒนธรรมของผู้คนในสังคมเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตนั่นเอง
           ผู้เขียนเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมอย่างรวดเร็วและกว้างขวางในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากการปล่อยให้ใช้ระบบ IT โดยไม่มีการดูแลที่ดีพอ ซึ่งพบได้จากกลุ่มเด็กรุ่นใหม่จำนวนมากในปัจจุบัน มีพฤติกรรมมกมุ่นอยู่กับการใช้ระบบ IT เพื่อการบันเทิงและดูเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม ทำให้ระบบ IT แทนที่จะมีประโยชน์ต่อการศึกษาของเด็กรุ่นใหม่ ทำให้ระบบการเรียนการสอนทำได้ง่ายและส่งผลสัมฤทธิ์มากขึ้น กลับทำให้การศึกษาแย่ลงแถมยังทำให้เด็กรุ่นใหม่ที่มีบทบาทหน้าที่ที่จะสืบทอดวัฒนธรรมที่ดีงามของประเทศในรุ่นต่อๆไป ไปรับเอาข้อมูลขยะที่มีอยู่จำนวนมากในระบบ IT โดยไม่มีการคัดกรองให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องเหมาะสม จึงส่งผลเชิงลบอย่างรุนแรงต่อวัฒนธรรมไทยของเราอย่างมาก ผู้เขียนเห็นว่าเนื่องจากข้อมูลในระบบ IT มีอยู่สารพัดและง่ายอย่างมากในการเข้าไปดู และเด็กรุ่นใหม่จะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับระบบ IT วัยรุ่นบางคนจะมีโลกส่วนตัวหรือสังคมของเขาอยู่ในคอมพิวเตอร์ วัยรุ่นบางคนถึงกับเชื่อว่าคอมพิวเตอร์คือความจำเป็นอีกอย่างของชีวิตหนึ่งที่เพิ่มขึ้นมา ดังนั้นระบบ IT จึงมีอิทธิพลที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ความเชื่อ ทัศนคติ ค่านิยม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมแก่เด็กรุ่นใหม่อย่างรวดเร็ว ผู้เขียนเห็นว่า หากหน่วยงานที่รับผิดชอบไม่เข้ามาดูแลอย่างจริงจัง จะทำให้วัฒนธรรมไทยของเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในลักษณะที่คุมทิศทางไม่ได้ ปัจจุบันแม้ระบบ IT จะมีประโยชน์อย่างมหาศาลในการเรียนรู้ของผู้คนในสังคมประเทศไทยของเรา แต่ในอีกด้านหนึ่งระบบ IT ยังเป็นปัจจัยสำคัญอย่างมากอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ทำให้วัฒนธรรมที่ส่งผลเชิงลบต่อวัฒนธรรมของเรา เข้ามาทำลายวัฒนธรรมที่ดีงามของสังคมไทยของเราอย่างรวดเร็ว ดังนั้นผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงรวมถึงผู้คนในสังคมโดยเฉพาะผู้ปกครองในแต่ละครอบครัว ต้องเข้ามาดูแล หาแนวทางแก้ไข และดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อให้ระบบ IT เกิดประโยชน์ต่อระบบการศึกษาอย่างแท้จริงให้ได้ เพราะไม่เช่นนั้นในอนาคตอีกไม่นานคนไทยในรุ่นต่อๆไปจะไม่หลงเหลือเอกลักษณ์ที่จะบ่งบอกถึงความเป็นคนไทย เพราะแม้แต่ภาษาไทยที่เด็กรุ่นใหม่พูดคุยกัน รวมถึงเพลงที่ร้องกันในทุกวันนี้ก็ยังมีสำเนียงฝรั่งจนบางครั้งแทบฟังไม่รู้เรื่องแล้ว ดังนั้นระบบ IT จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมในปัจจุบัน ที่ผู้ที่รับผิดชอบและผู้ปกครองในทุกครอบครัวต้องให้ความสำคัญ

ดร.บุญช่วย พาณิชย์กุล
๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๓

                  คำว่าการเมืองหรือ “Politics” เป็นคำที่มีรากศัพท์มาจาก “polis” ในภาษากรีกหมายถึงนครรัฐ นักปรัชญากรีกโบราณที่เราคุ้นเคยคือเพลโต(Plato)ได้กล่าวว่าการเมืองเป็นกิจกรรมในการแสวงหาความยุติธรรม เพื่อการดำรงชีวิตที่ดีของสังคม และอริสโตเติล(Aristotle)ได้ให้ความหมายการเมืองว่าเป็นการใช้อำนาจหน้าที่เพื่อประโยชน์ของสาธารณชน โดยท่านได้อธิบายว่ารูปแบบการเมืองการปกครองที่ดีคือรูปแบบที่ส่งเสริมให้ผู้ปกครองใช้อำนาจเพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม นอกจากนี้มีนักวิชาการอีกจำนวนมากได้ให้นิยามการเมืองไว้มากมาย อาทิ ฮาโรลด์ ลาสเวลล์ (Haroid Lasswell) กล่าวถึงการเมืองว่า เป็นการตัดสินว่า ใครจะได้อะไร เมื่อใด อย่างไร เพนนอคและสมิธ(Pennock and Smith ) ให้ความหมายการเมืองว่า คือทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับอำนาจ สถาบันและองค์กรในสังคม ซึ่งได้รับการยอมรับว่ามีอำนาจเด็ดขาดครอบคลุมสังคมนั้น ในการสถาปนาและทำนุบำรุงรักษาความเรียบร้อยของสังคม เดวิส อีสตัล (David Eston) ให้ความหมายการเมืองว่า เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในการจัดสรรแจกแจงสิ่งที่มีคุณค่าต่างๆในสังคมอย่างชอบธรรม และท่านพุทธทาสได้กล่าวถึงการเมืองว่า การเมืองอยู่กับการทำหน้าที่ หน้าที่นี้ก็คือ “ระบบจัดหรือการกระทำ เพื่อคนจำนวนมากอยู่กันโดยปราศจากปัญหาโดยไม่ต้องใช้อาชญา” โดยท่านเห็นว่าธรรมะกับการเมืองเป็นเรื่องเดียวกัน

                  จากการนิยามของคำว่าการเมืองจะเห็นได้ว่าการเมืองเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ “อำนาจ” เป็นกระบวนการที่จะเข้ามาจัดสรรหรือประนีประนอมผลประโยชน์ของผู้คนในสังคม โดยการเมืองจะต้องเข้ามาดูแลให้ประชาชน “อยู่กันอย่างมีความสุข” หรือถ้าเป็นคำพูดโบราณหน่อยก็จะเรียกว่า “อยู่เย็นเป็นสุข” ดังนั้นการเมืองจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่มนุษย์คิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาทุกด้านให้แก่ผู้คนในสังคม ซึ่งจะมุ่งไปยังผลลัพธ์สุดท้ายในการทำให้ผู้คนในสังคมอยู่กันอย่างมีความสุขนั่นเอง เราอาจแจกแจงบทบาทหน้าที่ของระบบการเมืองให้ละเอียดลงไปอีกว่า การเมืองมีหน้าที่แก้ปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาความขัดแย้งต่างๆของผู้คนในสังคมไม่ให้ใช้ความรุนแรงต่อกันทำให้ผู้คนมีความรักใคร่สามัคคีกัน ขณะเดียวกันการเมืองจะต้องเข้ามาพัฒนาผู้คนในสังคมให้มีคุณธรรม ให้การศึกษาอบรมเพื่อผู้คนในสังคมจะมีความรู้ความสามารถในการประกอบสัมมาชีพ การเมืองต้องแก้ปัญหาปากท้องหรือปัญหาเศรษฐกิจทำให้ประชาชนมีงานทำมีรายได้ นอกจากนี้การเมืองต้องรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนและรักษาเอกราชแห่งรัฐ ข้อสำคัญการเมืองจะต้องเข้ามาจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติดูแลสิ่งแวดล้อมให้เกิดความเป็นธรรมเกิดประโยชน์แก่ประชาชนส่วนใหญ่ เป็นต้น จึงเห็นได้ว่าการเมืองเป็นเครื่องมือสำคัญของประชาชน ที่มีบทบาทในการแก้ปัญหาสารพัดให้แก่ประชาชน ทำให้สมาชิกของสังคมอยู่กันอย่างมีความสุข การเมืองไม่ใช่สิ่งที่จะเข้ามาสร้างปัญหาสร้างความแตกแยกให้แก่ผู้คนในสังคมเสียเอง

                  ในอดีตสังคมไทยถือว่าเป็นสังคมที่มีความสมัครสมานสามัคคีกันอย่างมาก เนื่องจากวัฒนธรรมอันดีงามของเราซึ่งมีสถาบันครอบครัวที่เข้มแข็ง ความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัวไทยเกิดจากลักษณะเด่นที่เรามีความผูกพันในสายเครือญาติอย่างแน่นแฟ้น ครอบครัวไทยของเราจะให้ความสำคัญอย่างมากกับผู้อาวุโส ซึ่งระบบอาวุโสของเราเปรียบเสมือนฟันเฟื่องหลักในระบบจักรกลของสังคม ระบบอาวุโสที่มีอยู่ในทุกครอบครัวจะคอยหล่อหลอมขับเคลื่อนวัฒนธรรมที่ดีงามที่มีอยู่ในรูปของ ความเชื่อ ประเพณี พิธีกรรม รวมถึงการประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้องและเหมาะสมให้ดำเนินไปในจังหวะก้าวที่ถูกต้อง ประกอบกับสังคมไทยของเรามีการปลูกฝังหลักแห่งคุณธรรมตามคำสอนทางพุทธศาสนา จึงทำให้ผู้คนในสังคมไทยในอดีตโดยเฉพาะสังคมในตำบลหมู่บ้านมีการประพฤติปฏิบัติตามครรลองที่ดีงามของสังคม ผู้คนมีการช่วยเหลือเอื้ออาธรรักใคร่สามัคคีแบบพี่แบบน้องมีวิถีชีวิตที่ดีงามสืบทอดกันตลอดมา สิ่งเหล่านี้ประกอบกันเป็นบุคลิกที่โดดเด่นของผู้คนในสังคมไทย คือ เมื่อพบปะกันก็จะแสดงออกด้วยรอยยิ้มอย่างจริงใจ จนในอดีตฝรั่งเรียกเราว่า “สยามเมืองยิ้ม” การรวมกันที่แน่นแฟ้นตามสายเครือญาติ โดยมีญาติผู้ใหญ่เป็นหลักสำคัญในการหลอมรวมความสัมพันธ์จึงเป็นลักษณะเด่นของสังคมไทย และยังพบว่าในอดีตครอบครัวไทยจำนวนมากแม้จะไม่ใช่ญาติพี่น้องกันโดยสายเลือด แต่ก็มีการนับกันเป็นญาติเป็นพี่น้อง ลุง ป้า น้า อา นี่คือจุดแข็งของสังคมไทยในอดีตที่มีความรักความสามัคคีกันอย่างมาก

                  ความสัมพันธ์แบบพี่แบบน้องซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ดีงามของผู้คนในสังคมไทยได้สืบทอดเรื่อยมา จนกระทั่งเราเริ่มรู้จักกระบวนการเข้าสู่อำนาจโดยการเลือกตั้ง หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 จากนั้นเป็นต้นมาการแข่งขันเข้าสู่อำนาจทางการเมืองก็ค่อยๆมีวิธีการหาเสียงหาคะแนนที่ซับซ้อนและรุนแรงมากขึ้นเป็นลำดับ เช่น ตั้งหัวคะแนน แบ่งแยกผู้คนในหมู่บ้าน ซื้อเสียง โจมตีให้ร้ายป้ายสี ข่มขู่ ประทุษร้ายกัน เป็นต้น โดยในช่วงแรกวิธีการหาเสียงที่รุนแรงดังกล่าวจะพบเฉพาะในพื้นที่ของการเมืองระดับประเทศหรือในระดับเทศบาลที่มีอยู่ในตัวจังหวัด จนกระทั่งมีการกระจายอำนาจในรูปขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปทั่วประเทศ จะพบว่าวิธีการต่อสู้ทางการเมืองที่เคยพบเห็นในการเมืองระดับประเทศก็ได้แพร่กระจายออกไปทุกตำบลหมู่บ้าน และในหลายพื้นที่ยังพบว่ามีความรุนแรงยิ่งกว่าการเมืองระดับประเทศ โดยพบว่าบางแห่งถึงกับฆ่าหัวคะแนนและตัวเก็งในการเลือกตั้งเลยก็มี ที่เป็นเช่นนี้เพราะนักการเมืองท้องถิ่นส่วนใหญ่มักจะเป็นคนของนักการเมืองระดับประเทศที่ส่งลงไปคุมฐานเสียงและผลประโยชน์ในแต่ละท้องถิ่น ดังนั้นผู้เขียนจึงเห็นว่าเมื่อมีการกระจายอำนาจโดยเฉพาะหลังปี พ.ศ.2540 สังคมไทยทั้งประเทศได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เพราะวิธีการรุนแรงต่างๆทางการเมืองได้กระจายไปทั่วทุกหัวระแหงของแผ่นดินไทย ซึ่งหากท่านสอบถามผู้คนหมู่บ้านทั่วไปจะพบคำตอบที่สอดคล้องกันว่า หลังจากผู้คนในแต่ละท้องถิ่นเริ่มรู้จักการเมืองและหันมาเล่นการเมืองท้องถิ่น เกือบทุกหมู่บ้านผู้คนจะมีการแบ่งกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนเป็นก๊กเป็นเหล่า มีลักษณะต่างคนต่างอยู่ในลักษณะตัวใครตัวมันมากขึ้น ข้อสำคัญคือความผูกพันกันในสายเครือญาติแบบเดิมจะลดน้อยลง การนับญาติถือกันเป็นพี่เป็นน้อง เป็นลุง ป้า น้า อา ทั้งหมู่บ้านแม้ไม่ใช่ญาติดังเช่นในอดีตมีน้อยลงมาก แต่ก็ไม่ได้แปลว่าผู้ในคนตำบลหมู่บ้านจะไม่มีการรวมกลุ่มกันเลย หากท่านวิเคราะห์ให้ลึกลงไปก็จะพบว่าการรวมกลุ่มของผู้คนในหมู่บ้านเริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ในอดีตการรวมกลุ่มจะเน้นในสายเครือญาติโดยมีญาติผู้ใหญ่เป็นแกนสำคัญ แต่ปัจจุบันกลับพบว่าการรวมกลุ่มของผู้คนในหมู่บ้านจะให้ความสำคัญกับรวมกลุ่มตามฐานเสียงทางการเมืองมากขึ้น โดยพบว่าคนจำนวนมากในแต่ละหมู่บ้านจะรวมกลุ่มกันจากกิจกรรมต่างๆที่นักการเมืองฝ่ายที่ตนสนับสนุนกำหนดขึ้น เช่น การประชุม การเลี้ยงสังสรรค์ หรือแม้แต่พาไปทัศนะศึกษา(ท่องเที่ยว) ก็พบว่ามีการแบ่งกลุ่มกันชัดเจนระหว่างประชาชนที่สนับสนุนนักการเมืองในแต่ละค่าย ซึ่งในหลายแห่งการรวมกลุ่มลักษณะนี้จะมีความแน่นแฟ้นมากเพราะมีกิจกรรมของกลุ่มบ่อยครั้ง และในการดำเนินกิจกรรมของกลุ่มแต่ละครั้งก็มักได้รับการตอบแทนในรูปแบบต่างๆ ซึ่งกลุ่มในสังคมตำบลหมู่บ้านแบบนี้ผู้เขียนเรียกว่า “กลุ่มทางการเมืองของนักการเมือง” เพราะกิจกรรมและค่าใช้จ่ายเกือบทั้งหมดมักจะถูกกำหนดโดยนักการเมืองระดับประเทศและมักมีนักการเมืองท้องถิ่นดำเนินการให้ กลุ่มแบบนี้จะผูกพันด้วยระบบอุปถัมภ์ผ่านกิจกรรมต่างๆโดยมีเป้าหมายหลักในการดูแลกลุ่มผู้คนที่เป็นฐานเสียงของตนให้ลงคะแนนให้เมื่อถึงวันเลือกตั้ง

                  ผู้เขียนเห็นว่าการรวมกลุ่มของผู้คนในหมู่บ้านที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต โดยผู้คนให้ความสำคัญมากขึ้นกับการรวมกลุ่มจากฐานเสียงทางการเมืองที่นักการเมืองตั้งขึ้น ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของสังคมในชนบทของประเทศไทยของเรา และเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้เกิดความแตกแยกไปทั่วทุกหัวระแหงของประเทศในปัจจุบัน ซึ่งในเรื่องนี้นักการเมืองเองอาจมีความเห็นแย้งว่า “การรวมกลุ่มตามฐานเสียงทางการเมืองไม่ใช่เรื่องเสียหายเพราะเป็นเสรีภาพของบุคคลที่จะเลือกแนวทางทางการเมืองที่ตนเองชอบอยู่แล้ว และเมื่อการเมืองจบทุกอย่างก็จะจบลงเองเหมือนการเมืองในหลายประเทศ” แต่ผู้เขียนเห็นว่าคำอธิบายดังกล่าวไม่สามารถอธิบายได้กับการเมืองไทย เพราะนักการการเมืองไทยส่วนใหญ่มักมีคำพูดที่รู้กันทั่วไปว่า “ขอชนะอย่างเดียว” ซึ่งการขอชนะอย่างเดียวแปลว่าทำอะไรหรือใช้วิธีการใดก็ได้ขอให้ชนะก็พอ (เมื่อชนะแล้วค่อยแก้ทีหลัง) ดังนั้นพอถึงเวลาเลือกตั้งจึงพบว่าการเมืองไทยจึงมักใช้วิธีรุนแรงและผิดกฎหมายสารพัดวิธีเพื่อให้ตนได้รับการเลือกตั้งเข้ามา ในการเลือกตั้งแต่ละครั้งจึงต่อสู้กันแบบ “เอาเป็นเอาตาย” ซึ่งวิธีต่างๆการเหล่านี้จะพบเสมอว่าเมื่อการเลือกตั้งจบลงแล้วผู้คนในท้องถิ่นจำนวนมากมักเกิดการแตกแยกอย่างรุนแรง โดยมักจะพบคำพูดจากฝ่ายชนะเสมอว่า “ไม่รู้แพ้รู้ชนะไม่มีน้ำใจกีฬา” ในขณะฝ่ายที่แพ้เลือกตั้งก็จะว่า “ที่ชนะเพราะโกงมานี่หว่า” จึงพบอยู่เสมอว่าแม้แต่เป็นพี่น้องที่เรียกกันว่า “คลานตามออกมา” เมื่อการเลือกตั้งสิ้นสุดลงจะคุยกันไม่ได้ หรือแม้แต่ผู้หลักผู้ใหญ่ในบางครอบครัวก็มีการลบหลู่อย่างรุนแรงเพราะว่าสนับสนุนการเมืองคนละฝ่าย ผู้เขียนเห็นว่าวิธีการทางการเมืองแบบขอชนะอย่างเดียวหรือการใช้สารพัดวิธีเพื่อให้ชนะเลือกตั้ง คือสาเหตุสำคัญที่ค่อยๆบั่นทอนสถาบันครอบครัวเครือญาติ ซึ่งเป็นสถาบันหลักและเป็นจุดแข็งของวัฒนธรรมไทยของเราให้ล่มสลายลง สิ่งนี้จะชัดเจนขึ้นหากท่านเข้าไปพูดคุยกับผู้คนในหมู่บ้านต่างๆก็จะพบคำกล่าวคล้ายๆกันว่า “ยิ่งมีการเลือกตั้งบ่อยผู้คนยิ่งแตกแยกกันมากขึ้น” แต่ก็น่าแปลกว่าหากท่านถามต่อไปว่าแล้วอยากให้เลือกตั้งบ่อยๆใหม ? ท่านอาจจะได้คำตอบแบบตรงข้ามจากผู้คนจำนวนไม่น้อยว่า “เลือกบ่อยๆก็ดีเหมือนกันเพราะประชาชนจะได้เงินใช้” นี่คือคำตอบติดตลกที่สะท้อนภาพที่แท้จริงของการเมืองไทยได้อย่างดี ดังนั้นการทางการเมืองแบบเอาเป็นเอาตายโดยใช้สารพัดวิธีเพื่อให้ชนะเลือกตั้งหรือขอชนะอย่างเดียว คือสาเหตุสำคัญที่ค่อยๆบั่นทอนความสัมพันธ์แบบญาติพี่น้องซึ่งเป็นจุดแข็งของวัฒนธรรมของเราที่จะสร้างความสามัคคีให้ล่มสลายลง ถ้าหากเราไม่รู้เท่าทันหรือไม่พยายามยอมรับว่าการเมืองแบบนี้คือสาเหตุสำคัญที่สร้างความแตกแยกไปทั่ว ทำให้สถาบันครอบครัวเครือญาติในชนทบซึ่งรู้ไม่เท่าทันต้องล่มสลายลง ผู้เขียนเชื่อว่าไม่ว่ารัฐบาลจะพยายามดำเนินการเพื่อสร้างให้เกิดความปรองดองเพียงใด ก็ไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาการแตกความสามัคคีของคนในชาติได้เลย เพราะปัญหาความแตกแยกได้กระจายไปทั่วในระดับหมู่บ้าน โดยมีการเมืองเป็นสาเหตุในการสร้างปัญหาความแตกแยกให้แก่ผู้คนในสังคมนั่นเอง และเมื่อเป็นเช่นนี้ผู้เขียนอยากตั้งคำถามว่า แล้วทำไมนักการเมืองซึ่งถือว่าเป็นเพียงผู้อาสาที่จะเข้ามาเพื่อทำประโยชน์ให้แก่ประชาชนจึงต้องสู้กันรุนแรงแบบเอาเป็นเอาตายในลักษณะ “ขอชนะอย่างเดียว” จนบ้านเมืองแตกความสามัคคีไปทั่ว และเราจะแก้ไขการเมืองแบบนี้อย่างไร?

                  คำถามที่ว่าทำไมนักการเมืองซึ่งถือว่าเป็นเพียงผู้อาสาที่เข้ามาเพื่อทำประโยชน์ให้ประชาชนจึงต้องสู้กันรุนแรงแบบเอาเป็นเอาตายในลักษณะ “ขอชนะอย่างเดียว” ตอบได้ไม่ยากเลย เพียงแต่ท่านจะลองกลับไปถามประชาชนเกี่ยวกับความเข้าใจทางการเมือง ท่านก็จะพบคำตอบที่เหมือนๆกันว่า “การเมืองเป็นเรื่องการแย่งชิงอำนาจและแย่งชิงผลประโยชน์” สิ่งนี้ไม่ว่าบรรดานักการเมืองจะพยายามสรรหาคำพูดที่สวยหรูอย่างไร ว่าเขาเป็นเพียงผู้อาสาเข้ามาทำประโยชน์ให้ประชาชน เขาเป็นตัวแทนที่คอยรับใช้ประชาชน จึงถือว่าเป็นผู้ทรงเกียรติในสภาของประชาชน แต่ก็จะพบว่ามีประชาชนน้อยมากที่จะเชื่อว่าบรรดานักการเมืองทั้งหลายเป็นผู้ที่อาสามารับใช้ประชาชน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่านักการเมืองจำนวนมากมีลักษณะเป็นตัวแทนกลุ่มทุนมากกว่าเป็นตัวแทนประชาชน และพบว่าปัจจุบันมีนักธุรกิจจำนวนมากผันตัวเข้าสู่วงการเมืองทั้งระดับประเทศและท้องถิ่น เพื่อทำธุรกิจกับทรัพยากรทางการเมืองที่มีอยู่อย่างมหาศาล ข้อสำคัญมักพบข้อมูลเชิงประจักษ์ว่า เมื่อทำงานทางการเมืองไประยะหนึ่งนักการเมืองเหล่านี้มักจะรวยขึ้นๆอย่างก้าวกระโดด แซงหน้านักธุรกิจอื่นๆทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ประชาชนเชื่อว่านักการเมืองเป็นตัวแทนผู้ทรงเกียรติของประชาชน ดังนั้นจึงสามารถตอบคำถามได้ว่าทำไมเวลาเลือกตั้งนักการเมืองจึงสู้กันรุนแรงแบบเอาเป็นเอาตายในลักษณะ “ขอชนะอย่างเดียว” ก็เพราะในการเมืองทุกระดับมีผลประโยชน์อยู่มหาศาลนั่นเอง และในปัจจุบันนักธุรกิจต่างรู้ทั่วกันว่าธุรกิจที่ให้กำไรและมีมูลค่ามากที่สุดคือ “ทำธุรกิจการเมือง”
                  สำหรับคำถามที่ว่าแล้วเราจะแก้ไขการเมืองแบบเอาเป็นเอาตายในลักษณะ “ขอชนะอย่างเดียว” อย่างไร? ผู้เขียนเห็นว่าเหตุผลสำคัญที่นักการเมืองสู้แบบเอาเป็นเอาตายในการเลือกตั้ง เพราะเขาเห็นว่าทำแล้วคุ้มกับการลงทุนคุ้มกับการเสี่ยง เพราะการได้เข้าสู่อำนาจหมายถึงการได้บริหารงบประมาณที่มีอยู่มากมายมหาศาล งบประมาณเสมือน “ขนมเค้ก” นักการเมืองส่วนใหญ่มักทะเลาะกันจากสาเหตุการแบ่งเค้กไม่ลงตัว ที่เป็นปัญหาก็เพราะเขามักเข้าใจว่าเค้กเป็นของตนเอง แท้จริงแล้วเค้กที่แย่งชิงกันเป็นของประชาชน ข้อสำคัญขนมเค้กมีราคาแพงเกินจริงไปอย่างมาก หรือพูดให้ตรงๆก็คือ ที่นักการเมืองสามารถคอรับชันได้ 20- 40 % ในปัจจุบัน เป็นเพราะราคากลางของทางราชการแพงเกินความเป็นจริงจากราคาท้องตลาดไป 40-50% ส่วนต่างของราคาที่แพงเกินจริงคือผลประโยชน์ที่ซ่อนไว้ แต่เนื่องจากส่วนที่ซ่อนไว้หรือราคากลางมันสูงเกินจริงไปอย่างมาก จึงทำให้นักการเมืองต่อสู้ช่วงชิงเพื่อเข้าสู่อำนาจอย่างบ้าคลั่ง เพื่อให้ตนสามารถเข้ามาบริหารงบประมาณที่มีส่วนเกินของราคากลางที่แฝงอยู่จำนวนมาก ผู้เขียนเชื่อว่าราคากลางที่สูงเกินจริงคือสาเหตุหลักของคอรับชัน และคอรับชันคือสาเหตุของทุกปัญหาในบ้านเมือง โดยเฉพาะปัญหาของความรุนแรงทางการเมืองทำให้เกิดการเมืองแบบ “ขอชนะอย่างเดียว” การเมืองแบบขอชนะอย่างเดียวทำให้วัฒนธรรมการอยู่แบบพี่แบบน้องจากความผูกพันตามสายครอบครัวเครือญาติเดิมล่มสลาย นำมาซึ่งการแตกความสามัคคีของผู้คนทั่วไปในปัจจุบัน ดังนั้นเพื่อแก้ต้นเหตุแห่งปัญหา ผู้เขียนเห็นว่าต้องตัดราคากลางในงานก่อสร้างและจัดซื้อจัดจ้างลงทุกอย่างประมาณ 40-50 % หากตัดราคากลางลงให้ใกล้เคียงกับราคาที่แท้จริงในท้องตลาด จะส่งผลให้ความรุนแรงทางการเมืองลดน้อยลง เพราะการทำธุรกิจกับการเมืองจะได้กำไรน้อยลง ซึ่งเมื่อเห็นว่าเข้าไปทำธุรกิจในการเมืองแล้วไม่คุ้มก็จะทำให้มีคนถอยออกมาหันกลับไปทำงานอื่นมากขึ้น การเมืองก็จะมีผู้ที่เสียสละอย่างแท้จริงหรือจิตอาสาเข้าสู่ระบบการเมืองมากขึ้นและระบบการเมืองก็จะดีขึ้นในที่สุด ดังนั้นปัจจัยเรื่องราคากลางที่สูงเกินจริงจึงเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขให้เหมาะสมโดยด่วน ซึ่งเรื่องแค่นี้โดยหลักแล้วเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ง่ายอย่างมาก แต่ความยากจะอยู่ที่นักการเมือง เพราะคงไม่มีนักการเมืองคนไหนจะยอม “ ตัดผลประโยชน์ออกจากการเมือง”



ดร.บุญช่วย พาณิชย์กุล
๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๓


การเลือกตั้งคือกระบวนเข้าสู่อำนาจในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ถือว่าเป็นกระบวนอย่างเดียวที่ได้รับการยอมรับจากนักวิชาการและนักประชาธิปไตยทั่วโลกว่า ผู้ที่ชนะการเลือกตั้งจากการลงคะแนนเสียงของประชาชนเท่านั้นจึงจะมีความชอบธรรมในการใช้อำนาจรัฐได้ เพราะนักวิชาการและนักประชาธิปไตยต่างเห็นพร้องกันว่า การเลือกตั้งเป็นการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองในขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของประชาชน เพราะการเลือกตั้งถือว่าเป็นการเลือกรูปแบบ วิธีการปกครอง เลือกนโยบาย เลือกระบบและวิธีการทางเศรษฐกิจ เลือกระบบสังคม และอาจมองไปไกลถึงเป็นการเลือกอนาคตให้แก่ประเทศชาติเลยทีเดียว จึงมีการกล่าวถึงการไปใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชนว่า เป็นการไปทำหน้าที่สำคัญในฐานะพลเมืองที่ดีของชาติ เพราะถือว่าการเลือกตั้งเป็นการเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของชาติบ้านเมืองนั่นเอง การเลือกตั้งจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการปกครองระบอบประชาธิปไตย และปรากฏอย่างชัดเจนว่าการเลือกตั้งเป็นหนทางเข้าสู่อำนาจหนทางเดียวที่ได้รับการยอมรับในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่บรรดานักการเมืองมักกล่าวอ้างโดยยืมคำพูดของ อับราฮัม ลิงคอล์น มาใช้เสมอว่าเป็น การปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อ ประชาชน ดังนั้นการเลือกตั้งจึงเป็นกระบวนการเข้าสู่อำนาจกระบวนการเดียวเท่านั้น ที่จะสร้างความชอบธรรมให้แก่ผู้ใช้อำนาจรัฐในโลกประชาธิปไตย การเข้าสู่อำนาจรัฐโดยวิธีการอื่นแม้จะทำงานเพื่อประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองได้ดีเพียงใด แต่เมื่อเห็นว่าเป็นการเข้ามาตามกระบวนการที่ไม่เป็นไปตามครรลองของการปกครองในระบอบนี้ ผู้ที่ได้อำนาจมาโดยวิธีอื่นจึงมักมีปัญหาตามมาเสมอ


สำหรับผู้เขียนเองแล้วก็เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการเข้าสู่อำนาจด้วยวิธีเลือกตั้ง เพราะเชื่อมาโดยตลอดว่าไม่มีวิธีการเข้าสู่อำนาจใดที่มีเหตุผลในการใช้อำนาจรัฐได้ดีไปกว่าการเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งเป็นวิธีการเดียวที่ให้สิทธิแก่ประชาชนสามารถเลือกผู้ปกครองของตนเอง ให้สิทธิในการเลือกตัวแทนที่จะเข้ามาบริหารเงินที่เก็บไปจากภาษีของตนเอง การเลือกตั้งเป็นวิธีการเข้าสู่อำนาจที่ประนีประนอมที่สุด เพราะใช้ความเห็นของประชาชนในตัดสินว่าใครควรเข้าสู่อำนาจ ไม่เช่นนั้นการเข้าสู่อำนาจก็จะมีแต่การใช้กำลังรบราฆ่าฟันเช่นในอดีต การเลือกตั้งจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้เราน่าจะได้ผู้ปกครองและผู้บริหารที่เหมาะสมและดีที่สุดนั่นเอง ดังนั้นผู้เขียนจึงเชื่อเช่นเดียวกับนักวิชาการและนักประชาธิปไตยทั้งหลายที่เห็นว่า “การเลือกตั้งเป็นกระบวนการเข้าสู่อำนาจที่ดีที่สุด”


แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานวันขึ้น ผู้เขียนเริ่มมีคำถามในใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งเข้ามามากขึ้นๆ จนเกิดคำถามล่าสุดว่า แท้จริงแล้วการเลือกตั้งซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการสรรหาผู้ปกครองและผู้บริหารในประเทศของเรา ทำให้เราได้ผู้ปกครองและผู้บริหารที่เหมาะสมเป็นคนดีมีความสามารถ เข้ามาทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติบ้านเมือง ทำให้ประชาชนมีความสงบสุขและอยู่ดีกินดีจริงๆ หรือ?


เหตุผลที่ทำให้ผู้เขียนต้องตั้งคำถามเช่นนี้ เป็นเพราะผู้เขียนได้พบข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ และผู้เขียนก็เชื่อว่าทุกท่านก็คงเห็นภาพที่ผู้เขียนจะกล่าวถึงต่อไปนี้ แต่มักจะมองว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาเพราะที่ไหนเขาก็เป็นเช่นนี้ ในเบื้องต้นอยากท่านลองคำถามตัวท่านเองดูว่า นับแต่ประชาชนคนไทยรู้จักใช้วิธีเลือกตั้งเพื่อเข้าสู่อำนาจในตั้งแต่ปี พ.ศ.2475เป็นต้นมา ทำไมคนไทยจึงมีความขัดแย้งขยายวงมากขึ้นๆเป็นลำดับตลอดมา ปัจจุบันอาจเรียกว่าความขัดแย้งได้กระจายไปทั่วทุกหัวระแหงหรือทั้งประเทศแล้ว ลักษณะของการแตกแยกดังที่เป็นอยู่ขณะนี้น่าตรงกับคำพูดในภาษาโคราชที่ว่า “แตกซะนะโม” ผู้เขียนอยากตั้งข้อสังเกตว่าการเลือกตั้งไม่ว่าระดับใดยิ่งเลือกตั้งยิ่งแตกแยกท่านคิดว่าใช่หรือไม่ การเลือกตั้งเพื่อเข้าสู่อำนาจรัฐอำนาจท้องถิ่นของบ้านเราสิ่งที่เกิดขึ้นทันทีคือความแตกแยกของผู้คน จนชาวบ้านพูดกันทั่วไปว่า “เดี๋ยวนี้คนในหมู่บ้านแตกซะนะโมกันหมดแล้ว” ผู้เขียนจึงรู้สึกเป็นห่วงว่าถ้าแตกมากขึ้นๆคนในบ้านเมืองนี้จะอยู่กันอย่างไร และถ้าถึงที่สุดผู้คนไม่ต้องลุกขึ้นมาฆ่าฟันกลายเป็นสงครามกลางเมืองไปหรอกหรือ?


นอกจากนี้ผู้เขียนได้ตั้งคำถามกับตัวเองต่อไปอีกว่า ทำไมเรายิ่งเลือกตั้งได้นักการเมืองผลัดกันเข้ามาบริหารประเทศของเรานานวันขึ้น ก็จึงยิ่งเห็นคนรวยรวยขึ้นๆ เห็นช่องว่างของรายได้ระหว่างคนรวยกับคนจนยิ่งห่างออกมากขึ้นๆทุกที เป็นเรื่องน่าแปลกที่ประเทศของเรามีคนไม่กี่หยิบมือซึ่งเกี่ยวข้องกับการเมืองร่ำรวยระดับโลก แต่กลับเห็นคนจนกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ผลของการพัฒนาเศรษฐกิจของนักการเมืองที่ผ่านมา ช่างสอดคล้องกับคำกล่าวที่ว่า “รวยกระจุกจนกระจาย” เสียจริงๆ นอกจากนี้ผู้เขียนยังอดตั้งคำถามต่อไปอีกไม่ได้ว่า ทำไมคนรวยส่วนใหญ่จึงมักชนะเลือกตั้งและได้เป็นนักการเมือง มีคนจนน้อยมากที่มีโอกาสได้รับเลือกตั้ง และที่น่าแปลกใจอย่างมากก็คือทำไมการเมืองจึงทำให้คนสามารถร่ำรวยขึ้นได้อย่างรวดเร็ว คนที่ไม่ได้ร่ำรวยอะไรเลยพอได้เป็นนักการเมืองไม่นานก็รวยขึ้นๆ และนักการเมืองที่รวยอยู่แล้วเมื่อมาเล่นการเมืองทำไมจึงร่ำรวยมากขึ้นขนาดนับเงินกันไม่ถูกเลยทีเดียว?


สิ่งที่กล่าวมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำถามที่เกิดขึ้นในใจของผู้เขียนเป็นลำดับมา จนกระทั่งผู้เขียนได้พูดคุยกับชาวบ้านในองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมาของเรานี่เอง เขาได้พูดเชิงสอบถามกับผู้เขียนว่า “ผมสงสัยจริงๆว่าทำไมคนในบ้านผมจึงเลือกนักเลงการพนันมาเป็นนายก อบต.” คำถามดังกล่าวทำให้ผู้เขียนฉุกคิดขึ้นมาทันทีว่า กระบวนการเลือกตั้งของประเทศเราน่าจะมีอะไรที่ผิดพลาดบกพร่องจริงๆแล้ว ผลการเลือกตั้งในท้องถิ่นจึงออกมาอย่างนี้ ?


เพื่อตอบคำถามแก่ผู้ที่ถามว่าทำไมคนในบ้านผมจึงเลือกนักเลงการพนันมาเป็นนายก อบต.? ผู้เขียนได้คิดวิเคราะห์อยู่ครู่ใหญ่แล้วจึงอธิบาย โดยพยายามที่จะหาคำอธิบายเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้งให้เข้าใจง่ายที่สุด ซึ่งผู้เขียนได้อธิบายดังนี้

“ผมเห็นว่าแท้จริงแล้วการเลือกตั้งเป็นเพียงกระบวนการคัดกรองเพื่อหาคนที่เหมาะสมเข้ามาทำงานแทนประชาชนเท่านั้นเอง หรือถ้าจะเปรียบให้เห็นเป็นรูปธรรมแล้วขอเปรียบเทียบกับการร่อนทรายเพื่อใช้ในงานก่อสร้างในอดีต การเลือกตั้งเป็นเสมือนการร่อนทรายที่ช่างปูนในอดีตต้องร่อนเพื่อให้ได้ทรายละเอียด เพื่อจะนำไปฉาบอิฐมอญหรือซิเมนต์บล็อกที่ก่อไว้แล้ว ในการก่อสร้างแต่ละงานหัวหน้าช่างจะเป็นผู้กำหนดว่าควรใช้ทรายละเอียดเพียงใด ความละเอียดซึ่งเป็นคุณภาพของทรายจะขึ้นอยู่กับคุณภาพของตะแกงที่ใช้ร่อนว่ามีความถี่ความห่างเพียงใด ตะแกงที่ใช้ร่อนจะต้องไม่รั่วเพราะจะทำให้ทรายหยาบหรือแม้แต่หินก้อนใหญ่ๆทะลุผ่านตะแกงออกไปได้ นอกจากนี้ทรายที่ออกมาจะมีคุณภาพตรงตามที่หัวหน้าช่างสั่งไว้หรือไม ยังจะขึ้นอยู่กับความชำนาญและความละเอียดของช่างผู้ร่อนสำคัญ”


เมื่อผู้เขียนพูดมาถึงตรงนี้ ชาวบ้านที่ถามทำหน้างงๆผู้เขียนจึงอธิบายเพิ่มเติมไปว่า


“ความละเอียดหรือคุณภาพของทรายจึงขึ้นอยู่กับคำสั่งของหัวหน้าช่างว่าต้องการทรายละเอียดหรือมีมาตรฐานเพียงใด นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับความรู้ความชำนาญของช่างซึ่งเป็นผู้ร่อน สิ่งสำคัญก็คือความถี่ความห่างของตะแกงที่ใช้ร่อนทราย ตะแกงจะต้องมีคุณภาพไม่ผุฉีกขาดง่ายต้องสามารถทนต่อแรงเสียทานของทราย การร่อนทรายก็เหมือนกับร่อนหรือคัดกรองให้ได้แต่ทรายละเอียดหรือคัดกรองให้ได้แต่นักการเมืองดีๆมาทำงานนั่นเอง”


เมื่อพูดมาถึงช่วงนี้ผู้เขียนรู้สึกได้ว่าชาวบ้านที่สอบถามเริ่มเข้าใจมากยิ่งขึ้น ผู้เขียนจึงอธิบายเพิ่มเติมให้เห็นว่าในการร่อนทรายมีองค์ประกอบใดบ้างที่สามารถเทียบเคียงได้กับการเลือกตั้ง โดยผู้เขียนอธิบายว่า


“หากมาดูกระบวนการเลือกตั้งจะพบว่ามีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องหลายส่วน เช่น ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ระเบียบกฎหมาย และคณะกรรมการที่ดูแลในการเลือกตั้ง เป็นต้น ซึ่งผู้สมัครรับเลือกตั้งจะมีการกำหนดคุณสมบัติว่าต้องเป็นอย่างไร ผู้สมัครจะเทียบเคียงได้กับทรายซึ่งต้องเป็นทรายที่ใช้ก่อสร้างไม่ใช่ทรายที่ไว้ถมที่ สำหรับระเบียบกฎหมายก็มีตั้งแต่ รัฐธรรมนูญ กฎหมายเลือกตั้ง และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงระเบียบและคำสั่งอื่นๆที่ออกตามกันมา ระเบียบกฎหมายต่างๆที่ใช้ในการเลือกตั้งเหล่านี้ ถ้าจะเทียบเคียงแล้วผมเห็นว่าน่าจะเทียบได้กับคำสั่งของหัวหน้าช่างที่กำหนดขึ้นเพื่อให้ช่างร่อนทรายให้ได้มาตรฐานตามที่ต้องการนั่นเอง และนอกจากจะมีระเบียบกฎหมายแล้วในการเลือกตั้งยังต้องมี กกต.ที่คอยดูแลและจัดการเลือกตั้ง ซึ่งถ้าจะเทียบเคียงแล้วผมเห็นว่า กกต. น่าจะเทียบได้กับช่างที่คอยทำหน้าที่ร่อนทราย ช่างเหล่านี้ต้องร่อนทรายให้ได้ตามมาตรฐานที่หัวหน้ากำหนด หรือถ้าอธิบายกลับมายังการเลือกตั้งก็หมายถึง กกต.ต้องคอยดูแลให้การเลือกตั้งเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้นั่นเอง”


พูดมาถึงตรงนี้ชาวบ้านที่ถามก็เข้าใจมากยิ่งขึ้น และชาวบ้านที่ถามก็เริ่มมีส่วนร่วมโดยถามผู้เขียนกลับคืนว่า แล้วตะแกงที่ใช้ร่อนทรายควรจะเทียบกับอะไร? ผู้เขียนจึงเริ่มอธิบายต่อ


“เมื่อพูดถึงเลือกตั้งเรามักจะนึกถึงกันเพียงแค่คนที่ลงสมัครให้เราเลือก ระเบียบกฎหมายและคณะกรรมการเลือกตั้งเท่านั้น ดังนั้นเวลาวิเคราะห์ปัญหาของการเลือกตั้งจึงมักมุ่งไปที่ผู้สมัคร ระเบียบกฎหมายและคณะกรรมการเลือกตั้งเป็นหลัก แต่ในข้อเท็จจริงแล้วเรามักลืมองค์ประกอบสำคัญที่สุดของการเลือกตั้งไปคือ “ประชาชนหรือคนเลือก” การเลือกตั้งต้องมีคนเลือกหรือประชาชนผู้เลือกเป็นองค์ประกอบสำคัญ และถ้าหากเทียบกับการร่อนทรายแล้ว ผมเห็นว่าประชาชนเทียบได้กับตะแกรงร่อนทราย ที่คอยทำหน้าที่คัดกรองให้เฉพาะทรายที่ละเอียดเท่านั้นผ่านออกไปได้ ถ้าตะแกรงมีคุณภาพดีมีช่องสม่ำเสมอสามารถทนต่อแรงเสียดทานของทราย ยอมให้เฉพาะทรายละเอียดเท่านั้นที่ผ่านออกไปได้ ก็จะทำให้ได้ทรายละเอียดคุณภาพดีตามที่หัวหน้าช่างกำหนดไว้ หรือได้ผู้แทนที่ดีตามที่กฎหมายกำหนด แต่ถ้าตะแกรงมีรูรั่วแถมเป็นตะแกรงที่ไม่มีคุณภาพไม่สามารถทนแรงเสียดทาน นำมาร่อนทรายได้ไม่นานก็มีรูรั่วมากขึ้นๆ ในที่สุดทรายที่ร่อนก็มีแต่หินไม่สามารถนำไปใช้ฉาบได้ตามต้องการเท่านั้น”


พูดมาถึงตรงนี้ชาวบ้านที่ถามผู้เขียนก็เข้าใจโดยแจ่มแจ้ง จึงให้ความเห็นเพิ่มขึ้นมาทันทีว่า


“การเลือกตั้งที่ดีก็เหมือนการร่อนทราย นักการเมืองที่ลงสมัครให้เราเลือกเป็นเหมือนทราย ถ้าจะให้ได้ทรายละเอียดดีหรือได้ผู้แทนที่ดี จะต้องมีระเบียบกฎหมายหรือคำสั่งจากหัวหน้าช่างที่ดี ต้องมีกรรมการเลือกตั้งหรือช่างร่อนทรายที่ดี ข้อสำคัญคือต้องมีตะแกรงที่ดีหรือประชาชนต้องเป็นคนดีมีคุณธรรมด้วย เพราะคนแบบใดก็เลือกคนแบบนั้นเหมือน อบต.ของผม ใช่ไหมครับ”


ผู้เขียนตอบทันทีว่า ถูกต้องแล้วครับ ถูกต้องแล้วครับ แล้วสรุปตบท้ายว่า


ดังนั้น โดยแท้จริงแล้วการเลือกตั้งจึงไม่มีอะไรซับซ้อน การเลือกตั้งเปรียบเสมือนการร่อนทราย ถ้าอยากให้ได้ทรายละเอียดคุณภาพดีหรือการเลือกตั้งคุณภาพดี ก็ต้องดูที่คำสั่งของหัวหน้าช่าง หรือระเบียบกฎหมายว่ามีข้อบกพร่องหรือมีการบังคับใช้อย่างจริงจังของช่างที่ทำการร่อนทรายหรือ กกต.หรือไม่ ข้อสำคัญตะแกรงที่ใช้ร่อนทรายคือประชาชนต้องมีความละเอียดในการคัดกรอง ตะแกรงจะต้องมีคุณภาพดีทนต่อการเสียดทานของนักการเมืองที่เสมือนทรายน้อยใหญ่ ตะแกรงจะต้องยอมให้เฉพาะทรายละเอียดเท่านั้นผ่านออกไปได้ ตะแกรงต้องมีคุณภาพไม่ใช่ตะแกรงผุๆที่นับวันจะขาดและเป็นรูกว้างมากขึ้น”


พอชาวบ้านเข้าใจแล้วก็แยกย้ายไป หลังจากนั้นผู้เขียนได้กลับมาตั้งคำถามกับตนเองต่อว่า จริงๆแล้วในปัจจุบันประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ เป็นตะแกรงที่มีคุณภาพหรือเป็นเพียงตะแกรงผุๆกันแน่ ซึ่งข้อนี้ผู้เขียนยังไม่สามารถตอบได้ เพียงแต่คิดว่าถ้าจะออกแบบสอบถามเพื่อให้ได้คำตอบในเรื่องนี้จะออกแบบอย่างไร และผู้เขียนได้ออกแบบสอบถามไว้5ข้อ กะว่าวันหนึ่งจะลองถามกลุ่มตัวอย่างเล่นๆ ดูดังนี้


1.ท่านคิดว่าคนไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบันกลัวบาป น้อยลง เท่าเดิม หรือมากขึ้น /ให้เหตุผลประกอบด้วย

2.ท่านคิดว่าคนไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบันโกหก น้อยลง เท่าเดิม หรือมากขึ้น /ให้เหตุผลประกอบด้วย

3.ท่านคิดว่าคนไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบันเห็นแก่ตัว น้อยลง เท่าเดิม หรือมากขึ้น /ให้เหตุผลประกอบด้วย

4.ท่านคิดว่าคนไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบันเห็นแก่เงิน น้อยลง เท่าเดิม หรือมากขึ้น /ให้เหตุผลประกอบด้วย

5.ท่านคิดว่าคนไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีคุณธรรม น้อยลง เท่าเดิม หรือมากขึ้น /ให้เหตุผลประกอบด้วย


คำถามที่ออกแบบไว้หากผู้เขียนได้สอบถามกลุ่มตัวอย่างจริงๆแล้วจึงจะมาเล่าให้ฟังต่อ ว่าแท้จริงแล้วประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบันเป็นเสมือนตะแกรงผุๆที่ไม่สามารถคัดกรองอะไรได้เลย หรือเป็นตะแกรงคุณภาพดีที่สามารถทนแรงเสียดทานของอำนาจเงินและรู้เท่าทันนักการเมือง สามารถคัดกรองจนประเทศชาติของเราได้นักการเมืองที่ดีมีคุณธรรมและคุณภาพเข้ามาบริหารบ้านเมือง แต่ในโอกาสนี้ผู้เขียนขอให้ท่านผู้อ่านช่วยตอบคำถามทั้ง5 ข้อดังกล่าวข้างต้น แล้วท่านก็ช่วยสรุปเอาเองว่าแท้จริงแล้วประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบัน เป็นตะแกรงที่มีคุณภาพดีหรือตะแกรงผุๆ ซึ่งสิ่งที่ถามไปนั้นน่าจะสอดคล้องกับคำกล่าวของท่านพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุต ปยุตโต) ที่ท่านได้กล่าวไว้ว่า “คุณภาพประชาธิปไตยขึ้นอยู่กับคุณภาพของประชาชน” นั่นเอง




ดร.บุญช่วย พาณิชย์กุล
๗ ตุลาคม ๒๕๕๔